แดดอุ่นๆกับต้นไม้ต้นโปรด

ปกติจะไม่ชอบแดด แต่หลังจากที่ฟ้าหม่นและบ้านดูทึมๆมืดๆทั้งวัน กลับดีใจที่ได้แสงแดดอุ่นๆ คืนกลับมายามบ่าย ดีใจเหมือนเจ้าต้นนี้เลย

เราปลูกต้นไม้ไม่ค่อยเก่ง ตายเรียบมาตลอด

18320825_1347812048630199_9138245377197674474_o
ต้นนี้ก็เช่นกัน ซื้อมาหนึ่งปีที่แล้ว เกือบตายหลายรอบ

ไม่ค่อยเข้าใจต้นไม้เลย ไม่เหมือนแมวที่เรารู้ว่ามันกำลังหิว กำลังป่วย หรือกำลังง่วงหรือเปล่า แต่ต้นไม้พูดไม่ได้ ไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไมรดน้ำแล้วถึงยังตาย (ฟะ)

เอ๊ะ ทำไมใบถึงร่วงเกือบหมดต้น
ใบสีเหลืองแปลว่าอะไร น้ำเยอะไป? น้ำน้อยไป?
แดดน้อยไปหรอ? งั้นขยับเข้ามาในร่มหน่อย อ้าว… อาการแปลกๆอีกแล้ว หรือว่าต้องวางตากแดด? เฮ้ย… คราวนี้ต้นสุกเลย

สุดท้ายก็คิดว่าเราต้องไขปริศนาภาษาของต้นไม้ให้ได้ อาการของต้นไม้น่าจะบอกอะไรเราได้

ทดลองให้น้ำมาก น้ำน้อย วางในที่แดดมาก แดดน้อยมั่ง ใส่ปุ๋ยเพิ่ม เล็มยอดด้านบนบ้าง ด้านข้างบ้าง ในที่สุดต้นนี้ที่เกือบตาย เหลือใบแค่สามใบกับต้นอีกสองต้น ก็รอดมาจนถึงทุกวันนี้

ชอบต้นนี้จัง มันทำให้รู้สึกว่าเราเองก็พอจะดูแลน้องต้นไม้ได้บ้างล่ะน่า ถึงแม้ว่าพี่แทนมาเห็นทีไรจะเตือนตลอดว่าถึงเวลาเปลี่ยนกระถาง ใส่ปุ๋ยแล้ว อีกอย่างต้นยืดแบบนี้อาจแปลว่าได้แดดไม่พอ มันเลยยืดขึ้นเพื่อหาแสงแดด…

แต่เราชอบอ่ะ ชอบอะไรจิ๋วๆ น่ารักดี แล้วก็ชอบฟอร์มต้นยืดๆซะด้วย

สุดท้าย ยังไงก็สรุปได้ว่าต้นไหนที่ปลูกแล้วยังอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันนี่คู่ควรกับอาบันที่สกิลการปลูกพืชเรี่ยต่ำจริง รักมากเลยยย 555


แถมความรู้ภาษาอังกฤษค่ะ

คนที่มีทักษะในการปลูกต้นไม้สูง แบบว่าปลูกต้นไหนแล้วต้นนั้นงามเลย จะเรียกว่ามี “a green thumb” ค่ะ ยังกะมีเวทมนตร์น่ะ

a ก็พอนะคะ ไม่ต้องเติม s เป็น thumbs เอาแค่นิ้วเดียวพอ

เช่น อาบันกับพี่แทนไปเดินช้อปปิ้งต้นไม้ที่จตุจักร ขณะที่กำลังเลือกต้นไม้กันอยู่นั้น หากต้นไม้พูดกันได้ ก็คงจะพูดทำนองนี้ (เป็นต้นนอก พูดได้แต่ภาษาอังกฤษค่ะ)

ต้น 1 (พี่แทนเลือกต้นนี้): Oh my god! This man picked me. I can tell he’s got a green thumb! Woohoo! I’m gonna do soooo well! Bye, guys~

(ต้นไม้ท้องถิ่นอาสาเป็นล่ามให้: โหย ไอ้หนุ่มนี้เลือกเราว่ะ รู้เลยว่ามันเมพขิงๆ ปลูกต้นไม้เก่งแน่ เย่! ตูสบายแล้วเว่ยเฮ้ย ไปก่อนนะเว่ยเพื่อน บ๊ายยย)

ต้น 2 (อาบันเลือกต้นนี้): No, no, no! Mercy! She’s Ahbun the legendary Plant Killer, right? Please tell me that I’m wrong! I don’t wanna dieeeeee. T^T (sob sob)

(ล่าม: ไม่นะ! ไม่! ไม่ๆๆ ได้โปรดเถอะ เมตตาหนูด้วย เจ๊ป้านี่คืออาบันนักสังหารพืชในตำนานใช่ไหม? บอกตูทีเถอะว่าตูจำผิดคน ตูยังไม่อยากตายยยยย (ฮือ กระซิกๆ)


แหม่ ทำเป็นดราม่า แกอาจจะรอดก็ได้นะ ดูอย่างน้องยืดในรูปนี้เสะ ทำมาเป็น… (-*-)

ความผิดพลาดของผู้บริหารสายการบิน United Airlines

[คุยกันยาวๆเรื่องข่าว]

กรณีผู้โดยสารโดนลากลงจากเครื่องบินของสายการบิน United Airlines (https://youtu.be/VrDWY6C1178)

– สรุปเหตุการณ์ก่อน สายการบิน United Airlines ประกาศว่าเนื่องจากกำลังประสบปัญหา overbooking หรือมีจำนวนคนซื้อตั๋วเครื่องบินมากกว่าจำนวนที่นั่งบนเครื่อง จึงเสนอเงิน $400+ที่พักโรงแรมฟรี ให้กับผู้โดยสาร 4 คนไหนก็ได้ที่จะยอมสละที่นั่ง เมื่อไม่มีใครยอมสละ สายการบินจึงอัพเงินให้เป็น $800+ที่พัก แต่ก็ยังไม่มีใครรับเงื่อนไขนี้ United Airlines จึงประกาศว่าจะเลือกผู้โดยสารผู้โชคร้ายเองจากข้อมูลต่างๆ เช่น ตั๋วใครถูกสุด ข้อมูลการเดินทาง ระดับสมาชิก ฯลฯ ซึ่ง 3 คนแรกยอม แต่ชายเชื้อสายเวียดนามอเมริกันวัย 69 ปีชื่อ David Dao ไม่ยอม เขาบอกว่าตัวเองเป็นหมอและต้องไปรักษาคนไข้ให้ทันตอนเช้า ซึ่งหากยอมสละสิทธิ์ก็ต้องรอรอบบินต่อไปเป็นบ่ายวันถัดไป

– แอร์เลยเรียกเจ้าหน้าที่ผู้ชายมาใช้กำลังลากตัว David ออกจากที่นั่งจนหน้าฟาดกับพนักวางแขน เลือดอาบหน้าและเหมือนจะช็อคนิ่งไป โดนลากถูลู่ถูกังกับพื้นต่อหน้าต่อตาผู้โดยสารคนอื่นที่กรีดร้องและต่อว่าเจ้าหน้าที่ที่ใช้ความรุนแรง สักพัก David Dao ก็วิ่งหนีกลับมากอดผ้าม่านเลือดไหลกบปากและเพ้อแต่ว่า “ฆ่าผมเลย” กับ “ต้องกลับบ้าน” ซ้ำไปซ้ำมา

– เจ้าหน้าที่มาจับ David Dao ออกไปอีกครั้ง คราวนี้ใส่เก้าอี้เข็นและรถพยาบาล แล้วให้ผู้โดยสารทั้งหมดออกจากเครื่องก่อนเพื่อทำความสะอาดเช็ดเลือดบนเครื่องแล้วค่อยเรียกขึ้นเครื่องอีกที

——
จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมหลายอย่างดังนี้

– เมื่ออยู่บนเครื่องบินแล้ว ตามกฎหมายการบิน (Aviation Law) ให้ถือว่าผู้โดยสารตกอยู่ในอำนาจของสายการบินแล้วเจ้าหน้าที่การบิน นั่นหมายถึงเขาให้ทำอะไรก็ต้องทำ เขาให้เราออกจากเครื่องบินก็ต้องทำ หากขัดขืนถือว่าผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จัดการเราได้ตามอำนาจที่เขามี Dr. David Dao จึงไม่สามารถเอาผิดสายการบินได้

– อันนี้คือมาคิดเล่นๆว่า หลายคนไม่ได้เห็นแก่เงินขนาดนั้นหรอก ต่อให้ให้เงินมากขนาดไหน บางทีผู้โดยสารมีเหตุผลที่ต้องบินก็ต้องบินป่ะ อย่างกรณีคนนี้ที่บอกว่าต้องไปรักษาคนไข้ให้ทันเวลา (จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือแกไม่เอาเงินที่เสนอให้ไง)

– แล้วถ้าเป็นเรา ฉันซื้อตั๋วมาแล้ว นั่งบนเครื่องแล้ว จู่ๆมาแรนด้อมเลือกให้ฉันออกจากเครื่องโดยไม่สนความรู้สึกหรือผลกระทบที่ฉันต้องเลื่อนไฟลท์ ฉันจะยอมได้ไง ยิ่งถ้ามาบอกว่าเลือกฉันเพราะราคาตั๋วที่ฉันจ่ายดันถูกที่สุดบนลำ อ้าว…ก็เพราะถูกน่ะสิฉันถึงได้ซื้ออ่ะ แบบนี้ไม่โอเคเลย

– United Airlines สามารถอัพค่าปลอบขวัญได้สูงกว่านี้เยอะ แต่ไม่ทำ มีกรณีศึกษาสายการบินอื่นที่ทั้งให้เงินปลอบขวัญ $1,350 + อัพเกรดที่นั่ง + ให้พักโรงแรมฟรี + ออกค่าอาหารให้ + ออกค่าแท็กซี่ให้ คือแบบนี้ลูกค้าพอใจและรู้สึกดี แต่นี่…ให้ไม่เต็มแล้วยังใช้กำลังอีก

– ตกลง United Airlines บอกทีหลังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพราะ overbooking แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะมีความจำเป็นให้พนักงานของสายการบิน 4 คนรีบเดินทางไปทำหน้าที่บนอีกเครื่อง

– ผู้อยู่ในเหตุการณ์บอกว่าพอพนักงานของ United Airlines ทั้ง 4 คนขึ้นมานั่งแทนแล้ว ผดส.คนอื่นมองอย่างไม่พอใจ พนักงานที่ขึ้นมาใหม่จึงนั่งเงียบและโดนต่อว่าว่าไม่ละอายหรือไง บรรยากาศมาคุตลอดเส้นทาง

– หลายคนเชื่อว่านี่เป็นการเลือกกระทำต่อชาวเอเชียเท่านั้น เป็นการเหยียดเชื้อชาติแบบหนึ่ง ถึงแม้ว่าบางสำนักข่าวจะชี้แจงว่าผดส.อีกสามคนไม่ได้เป็นคนเอเซียนะ มีแค่หมอนี้คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อชาวเอเซียหรอก แต่คนเอเซียหลายคนก็คิดเหมารวมไปเรียบร้อยแล้วว่ายังไงก็เป็นเพราะสาเหตุนี้แน่ๆ อย่างไรก็ตามมีฝรั่งตั้งคำถามว่า “ลองคิดดู หากผดส.คนนั้นเป็นผู้หญิงฝรั่ง จะยังมีใครกล้าลากนางไปตามพื้นแบบเลือดกบหน้าแบบนี้ไหม เป็นเรื่องใหญ่ โดนรุมทีนแน่นอน”

– ตอนนี้ฝั่งจีนบอยคอท United Airlines ไปเรียบร้อย ชมรมและกลุ่มเชื้อสายเอเชีย (โดยเฉพาะชาวจีน) ในอเมริกาออกมาต่อต้านและประนามสายการบิน

– ฝรั่งเองก็ไม่เอาด้วย ออกมาด่ากันให้เต็มบ้านเต็มเมือง บอกว่าป่าเถื่อนและรับไม่ได้ ขนาดฝรั่งเองก็ต่อต้านการกระทำแบบนี้มากจนเกิดปรากฎการณ์โพสท์ภาพใช้กรรไกรตัดบัตรสมาชิกของสายการบินนี้แชร์ทั่วโซเชียลมีเดีย ทำเนียบรัฐบาลอเมริกาออกมาพูดว่าใครเห็นเหตุการณ์แบบในคลิปนี้ก็ต้องรู้สึกแย่ทั้งนั้น พิธีกรดัง Jimmy Kimmel ก็ออกมาเสียดสีสายการบินนี้ในรายการด้วยเช่นกัน https://www.youtube.com/watch?v=HV28_ENzFog

– หลังจากที่ผดส.ในเหตุการณ์แชร์คลิปจนแพร่สะพัด หุ้นของ United Airlines ก็ดิ่งลงเหว สูญเสียไปแล้วกว่า 1.4 พันล้านดอลล่าร์ แสดงให้เห็นว่าหากกฎหมายทำอะไรไม่ได้ พลังของผู้บริโภคนี่แหละที่จะจัดการเอง อีกอย่างความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็น่าจะลดลงด้วย

– ที่หลายคนรับไม่ได้มากๆคือปฏิกิริยาของ CEO ของสายการบิน นาย Oscar Munoz ที่บอกว่า….ก็เราประกาศแล้วว่าขอเคลียร์ที่นั่งหน่อย 4 ที่ ให้เงินรางวัลก็แล้ว ที่พักฟรีก็แล้ว ก็ยังไม่มีใครเอานี่ เลยต้องชี้เป้าเลือกว่าจะเอาใครออก แล้วนายคนนี้ก็ดื้อรั้นไม่ยอมออก เราก็แค่ทำตามกระบวนการที่ฝึกจนท.มาแล้วไง ขนาดเอานายคนนี้ออกไปแล้วนะ ยังอุตส่าห์หาทางกลับขึ้นเครื่องอีก ตั้งใจท้าทายจนท.ของเราชัดๆ (in defiance of both our crew and security officials) –> เฮ้ยยย ประโยคแบบนี้เหมือนเห็นเขาเป็นหมูเป็นหมาเลยอ่ะ

– ในคำแถลงแรกๆ นาย Oscar Munoz ได้บอกว่าพวกเรากำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ว่าทำไมนายคนนี้มันดื้อจังวะ ไม่ยอมออกจากเครื่องเลย –> กลับมาที่ประเด็นแรกอีกครั้งว่าเวลาอยู่บนเครื่องบิน เราไม่มีอำนาจต่อกรอะไรเลย สายการบินบอกให้ทำอะไรเราก็ต้องทำ คนล้อเลียนผู้บริหารคนนี้เยอะมากว่าไปเรียนวิชาลูกค้าสัมพันธ์มาจากโดนัลด์ ทรัมป์หรือพวกนาซีหรือไง –> อันนี้แรงอ่ะ

– ตอนหลัง CEO ถึงได้ออกมาประกาศขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่หลายคนมองแบรนด์สายการบินนี้ไม่ดีแล้ว ยิ่งมีสโลแกนว่า “Fly the friendly skies” ยิ่งตลก กูรูด้านการตลาดหลายคนออกมาบอกว่า CEO ขุดหลุมฝังธุรกิจตัวเองชัดๆ เพราะดันไปโทษ David Dao ในประกาศแรกๆหลายครั้งและปกป้องจนท.ของตนและของสนามบินว่าทำถูกแล้ว

– แม้ภายหลังจะมีนักข่าวไปขุดค้นประวัติของ Dr. David Dao นี้มาว่า เฮ้ย แกไม่ธรรมดานะ มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน ขายยาเถื่อน มีเรื่องอื้อฉาวทางเพศ แล้วก็เล่นบ่อน แถมยังมีประวัติทางจิตเภทด้วย หวังให้ภาพลักษณ์ความเป็นเหยื่อที่น่าสงสารของ David ลดน้อยลง แต่ในโลกโซเชียลมีเดียก็ยังไม่หลงกล บอกว่าเราควรพุ่งเป้าไปที่เฉพาะเหตุการณ์นี้เท่านั้น นั่นคือประเด็นการใช้ความรุนแรงกับผดส.ต่างหาก จะมีประวัติดีไม่ดีอย่างไร นั่นมันคนละเรื่องกัน

– ตอนนี้นักกฎหมายของอเมริกาเริ่มเคลื่อนตัวกันเรียกร้องให้มีการทบทวนกฏหมายการบินข้อนี้กันบ้างแล้ว แล้วก็ให้เปิดประเด็นเรื่องการ overbooking ของสายการบินต่างๆให้มากขึ้น

– ปิดท้ายด้วยเกร็ดความรู้อีกนิด ที่หลายสายการบินเกิดการ overbooking ขึ้นก็เพราะไม่อยากเสียที่นั่งเปล่าๆให้กับลูกค้าที่จองตั๋วแล้วไม่มาน่ะ เช่นลำนี้นั่งได้ 400 คนแต่ถึงเวลาจริงจะมาแค่ 350 คน เลยใช้วิธีให้จองเกินจำนวนที่นั่ง แล้วส่วนมากมันจะได้จำนวนที่พอดี เช่น เปิดให้จองได้ 450 คน แล้วคนมาขึ้นเครื่องจริงๆจะเกือบ 400 คนพอดี แต่หลายครั้งที่เบร้อที่นั่งดันไม่พอเพราะผดส.ขึ้นเครื่องมาเยอะจริงๆ เขาจะก็ขอโทษโดยการให้เงิน อัพเกรดที่นั่งฟรีอะไรก็ว่าไป

#UnitedAirlines

อ่านข่าวเพิ่มเติมที่:
http://www.bbc.com/news/world-us-canada-39572841
http://abc7chicago.com/news/-family-of-passenger-removed-from-united-airlines-flight-appreciative-for-support/1861117/
http://edition.cnn.com/2017/04/10/travel/passenger-removed-united-flight-trnd/ http://fortune.com/2017/04/11/united-airlines-stock-drop/

[รีวิวหนังสือ] ทำไมเราเลี้ยง pig แต่กิน pork

เขียนโดย นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา Chatchapol Book

หนังสือหนาเกือบสองร้อยหน้า แต่อ่านจบในเกือบ 2 ชม. อ่านง่าย ความรู้บึ้ม! คาดว่าต้องกลับมาอ่านทบทวนอีกสักรอบสองรอบ

Screen Shot 2017-04-01 at 5.56.52 PM.png

สรุปประเด็นที่อาบันชอบ

  • หนังสือเล่มนี้แสดงให้การพัฒนา เปลี่ยนแปลง ดัดแปลง ลดทอน (simplify) คำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือการทำให้ซับซ้อนขึ้นโดยกลุ่มคนชนชาติต่างๆด้วยเหตุผลมากมาย เช่น ชาตินิยม ไม่ต้องการสะกดให้เหมือนใครหรือว่าสะกดแบบนี้มันไฮโซกว่านะ –> ชอบที่ชาตินิยมเข้าไปมีอิทธิพลแม้กระทั่งกับวิธีการสะกดคำว่าต้องไม่เหมือนชาติคู่อริ! เอาซี้!
  • การออกเสียงเพี้ยน – เพี้ยนตามการออกเสียงจากชาวต่างชาติ เช่นชาวอังกฤษออกเสียงเพี้ยนให้เหมือนชาวฝรั่งเศส หรือว่าเลือกใช้คำที่มีรากจากทางฝรั่งเศสเพราะกษัตริย์อังกฤษมีเชื้อสายมาจากฝรั่งเศส เช่นเดียวกับยุคที่ชอบใช้คำที่มีรากจากเยอรมันเพราะกษัตริย์มีเชื้อสายจากเผ่าในเยอรมัน
  • คำศัพท์ที่เราใช้ไม่ตายตัว มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกขณะเพื่อรับใช้มนุษย์ให้สามารถสื่อสารกันได้
  • คำศัพท์ที่เราใช้จนชินปากทุกวัน หากคลี่ออกมาดู จะเห็นจากทั้งมิติประวัติศาสตร์และข้อมูลที่แฝงอยู่
  • หนังสือพี่เอ้ว ไม่ได้เล่าแค่ด้านภาษาศาสตร์ (เช่น การออกเสียง การสะกด ความหมาย ที่มา) แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์และสภาพสังคมในแต่ยุค (สงคราม วิถีชีวิต การกิน การอยู่ ค่านิยม อะไรถือว่าเป็นสิ่งโก้หรู อะไรถือว่าเป็นของชนชั้นต่ำ การแบ่งชั้นวรรณะ ศาสนา การเมือง อำนาจ) และมิติทางวิทยาศาสตร์ด้วย (เช่น การแพทย์ anatomy การรักษา วิธีรักษาโรคต่างๆในอดีตที่ผูกกับความเชื่อหรือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์)
  • โยงให้เห็นรายละเอียดที่ข้ามขอบเขตประเทศและวัฒนธรรมของชาติใดชาติหนึ่ง และทำให้เรารู้สึก humble ถึงตัวตนที่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดและจักรวาล
  • คำบางคำในปัจจุบันมีความหมายโก้หรู แต่แท้ที่จริงแล้วเคยเป็นคำของเกรียน!
  • ที่สำคัญมีลีลาการเขียนได้เหมือนนั่งฟังพี่เอ้วพูดให้ฟังข้างหูเลยค่ะ ภาษาอ่านง่าย สนุกแต่มีสาระเต็มๆ

บ้าโอ้ปป้าสายนักร้องนักแสดงเกาหลีมานานแล้ว คราวนี้ขอสนับสนุนนักวิชาการ นักเขียนและคุณหมอสายโอ้ปป้าบ้างค่ะ หล่อ เท่ห์ ติดดิน ชอบเล่าความรู้ และเป็นอีกหนึ่งนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ไทยที่เราภาคภูมิใจ ขอแวดวงการสื่อสารวิทย์ไทยจงก้าวไกลและเจริญ!


ปล. ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้ติ่งซีรี่งอมแงมอย่างอาบันกลับมาอ่านหนังสือได้นะคะ เมื่อก่อนอ่านหนังสือเยอะมากจน social media และ online series เข้ามาล่อใจอาบันจนเลิกอ่านหนังสือไปนานนนนเลย

พบว่าแรกๆจะอ่านแบบฝืนๆหน่อย เหมือนเครื่องยังไม่ติดเพราะไม่ได้อ่านหนังสือมานาน (อ่านแต่ในออนไลน์) แต่อ่านไปได้สักพักก็ยาวเลยค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่อยากกลับมาติดหนังสือก็ไม่ต้องกลัวนะคะ ลองเริ่มอ่านไปแล้วจะลื่นเอง

สังเกตอีกอย่างว่าถ้าได้อ่านหนังสือก่อนนอน จะหลับสบายขึ้นล่ะ ถ้าเทียบกับเล่นมือถือก่อนนอน แสงจากมือถือทำให้ตาสว่างเกินจนไม่หลับไม่นอน แถมการที่เฟี้ยวฟ้าวสลับไปดูคลิปนู้นคลิปนี้หรือเพจนั้นเพจนี้ทำให้สมาธิเราสั้นลง กระวนกระวายขึ้น

อ่านหนังสือแล้วรู้สึกสมาธิดิ่งนิ่งขึ้นเยอะเลย ถึงเวลาจะง่วงเองและหลับสบายเลย ตื่นมาก็คุณภาพชีวิตดีกว่า แถมได้ความรู้ด้วย เอาไปประยุกต์กับชีวิตได้เยอะเลย

ถึงจะยังชอบดูซีรี่อยู่บ้าง แต่เรามาอ่านหนังสือเป็นประจำกันเถอะ


วันที่ 6 เม.ย. เวลาประมาณ 6 โมงเย็น พี่เอ้วชวนอาบันไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือพี่เอ้วที่สัปดาห์หนังสือ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์นะคะ อยู่ตรงหน้าบูธพี่เอ้ว W22 พอดี เพราะเป็นหนังสือของพี่เอ้วเลยเต็มใจและตื่นเต้นที่จะเป็นพิธีกรสัมภาษณ์พี่เอ้วเลยค่ะ ของเขาดีจริง หนังสือเล่มอื่นๆของพี่เอ้วก็ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย

ใครสนใจพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทั้งผู้ที่สนใจในด้านภาษาศาสตร์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์โดยทั่วไป ทั้งกับพี่หมอเอ้ว อาบัน พี่แทน และป๋องแป๋ง (ของปป.จะมาเสาร์อาทิตย์หน้า) มาหาที่บูธน้า

#สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ #ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ #รีวิวหนังสือ #ทำไมเราเลี้ยงpigแต่กินpork

ขุดไดโนเสาร์ไทยกัน

เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา อาบันกับพี่แทน แทนไท ประเสริฐกุล (Tanthai Prasertkul) และป๋องแป๋ง อาจวรงค์ ป๋องแป๋ง จันทมาศ แห่ง #WiTcast ได้รับเชิญให้ไปร่วมดำเนินการเสวนาในมหกรรมงานบรรพชีวิน #บรรพชนชื่นชีวิน ที่มหาสารคามและกาฬสินธุ์ด้วยค่ะ

สนุกมากกกก ไปแบบไม่ได้คาดคิดอะไรมาก อีกอย่างขอสารภาพด้วยว่าตัวเองกำลังเจอดราม่าเรื่องน้องแมวป่วยหนักช่วงก่อนมาพอดีค่ะ ทำให้ก่อนไปเหนื่อยมาก เทียวไปเทียวมาโรงพบาบาลสัตว์ทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้นอนก่อนบินเลย

แต่พอไปถึงก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศของกลุ่มคนที่ตั้งใจจัดงานมาก เช่นอาจารย์ป้อง สุรเวช สุธีธร Suravech Suteethorn นักบรรพชีวินวิทยาที่เคยให้เกียรติมาออกรายการ WiTcast บ่อยๆ

ตุ้นมาแล้ว (ตุ้นเป็นภาษาใต้แปลว่าอ้วน)

—–

วันแรกเป็นการเสวนากันระหว่างอ.หมู วราวุธ สุธีธร เกจิอาจารย์นักธรณีวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยาที่เป็นรุ่นบุกเบิกการขุดฟอสซิลไดโนเสาร์ไทยคนหนึ่ง เป็นผู้ขุดเจอไดโนเสาร์ไทยที่ภายหลังมีคนตั้งชื่อตามแกเพื่อให้เกียรติในฐานะที่เป็นผู้ค้นพบ (ชื่อ “สยามโมซอรัส สุธีธรนิ”) และอ.นเรศ สัตยารักษ์ นักธรณีวิทยาที่ขุดเจอไดโนเสาร์ซิตตะโกซอรัสชนิดใหม่ ชื่อ “ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กี”

17373025_10155096227214664_1952785429_o

อาจารย์หมู วราวุธ สุธีธร กำลังบรรยายเรื่องการขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มขาว ท่านนี้คือคนที่ไปไหน ผู้คนต่างยกมือไหว้ ตั้งแต่เด็กตัวเล็กไปจนผู้ใหญ่เลย สุดยอดปรมาจารย์แห่งประเทศไทยจริงๆค่ะ

ที่อยู่ในหลุมนี้คือไดโน่ที่ชื่อ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” ซึ่งอยู่ในสภาพดีมาก เป็นของจริงทั้งหมดไม่ใช่ replica หรือของจำลอง โอย ขนลุก….
อาจารย์หมูให้เก็บไว้ in-situ หรือในสถานที่เดิมเพื่อการศึกษา แต่ได้เคลือบวัสดุบางอย่างเพื่อรักษาสภาพฟอสซิลไว้ค่ะ
ตัวนี้เป็นภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลย มีกระดูกเรียงกัน ตั้งแต่ชายโครงไปจนถึงปลายหาง 

ขอบอกว่ามันมาก สนุกมากค่ะ ขนาดเราไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านธรณีวิทยาหรือบรรพชีวินวิทยามาก่อนเลย ยังฟังสนุกเพราะแกเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย แถมยังฮามากๆด้วย

——

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงการพรีเซนท์การวิจัยไทยเกี่ยวกับธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยาแบบอัดแน่น ความรู้เต็มๆ คนรักไดโนเสาร์และฟอสซิลนี่ฟินไปเลย

17408401_10155096226869664_658322633_o

ระหว่างที่อาบันสามัญชนฟังการพรีเซนท์วิจัยไทยไป 18 งาน ก็ต้องขอจับมือพี่แทนเพื่อรักษาจิตตัวเองให้คงมั่นไม่เผลอวาร์ปไปยังแดนอื่นค่ะ หยิกฉันเลยก็ได้ มันลึกมว๊ากกกก ดิชั้นนี่ก็พยายามตั้งสติให้มากที่สุดเพราะอยากเบิกเนตรตัวเองในด้านอื่นๆบ้างอ่ะนะ ซึ่งก็คุ้มมากค่ะ เข้าใจสัก 10% ของงานทั้งหมด 5555 แต่แค่นี้ก็รับรองแล้วไม่ธรรมดาเพราะคนมาพรีเซนท์นี่ระดับไหนกันทั้งน้าน

——

ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การลงพื้นที่ที่มีการขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์จริงในวันที่สองค่ะ อาบันได้ลองจับฟอสซิลซี่โครงไดโนเสาร์ที่ยังอยู่ในดินด้วยล่ะ ตื่นเต้นมากๆ เจอเกล็ดปลาโบราณ เงาวับ เรียบลื่นอย่างกะกระเบื้อง

เกล็ดปลาโบราณ

ตอนแรก อาบันนึกว่าฟอสซิลทุกอย่างเป็นหินน่ะ (โพรงกระดูกถูกแทนด้วยแร่ธาตุในดินเป็นเวลาหมื่นปีขึ้นไปจนแข็งเป็นหินและกระดูกเดิมสลายไปหมด)
ลุงหมูอธิบายว่าไม่ใช่…
อย่างเกล็ดปลาโบราณจะแข็งและเคลือบนอกเหมือนอย่างฟันเรา (วาวๆแข็งๆ) จนอยู่ได้ถึงปัจจุบันเลย
หูว… นึกว่ากระเบื้อง

17408024_10155096226444664_1266409645_o

อ.หมู วราวุธ สุธีธร ชี้ให้ดูฟอสซิลไดโนเสาร์ที่กำลังขุดกันสดๆร้อนๆ

มีโอกาสได้ลองใช้ค้อนธรณีฯกระเทาะชั้นหินดู ตื่นเต้นมากๆเพราะกลัวทำโดนไดโนเสาร์พังน่ะสิ แต่อ.ป้องให้ลองตรงที่ไม่ต้องระวังมากนักไปก่อน แคะดินไปเริ่มฟินไปเหมือนได้แกะแผลแห้งๆหรือสิวน่ะ –> จะมีใครเข้าใจอารมณ์นี้ไหมหนอ

อ.นเรศ สัตยารักษ์ กำลังเปิดแผนที่ธรณีให้เด็กๆที่มาร่วมงานดู อาจารย์คนนี้เป็นอีกหนึ่งไอดอลของอาบันเลย แม้เราจะไม่ได้ไปสายบรรพชีวินแต่ความเท่ห์ของแกในการเอาจริงเอาจังเวลาทำงาน ความตลกโปกฮาเวลาอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และความเมตตาคอยอธิบายเรื่องยากให้อาบัน สามัญชนเข้าใจนี่…. คารวะเลยค่ะ

17408273_10155096226544664_1464962021_o

พวกเราเดินไปอย่างชิลๆ คาดหวังที่จะหาฟอสซิลให้เจอ จู่ๆอ.นเรศก็หยุดแล้วก้มลงไปชี้ก้อนหินก้อนหนึ่งว่า “นี่ไง มีเกล็ดปลา”…. เทพง่ะ สายตาคมดุจดังเหยี่ยว

17373010_10155096226664664_914616264_o

อ.นเรศลงชื่อบนบอร์ดในงานค่ะ
เห็นมะว่าแกเป็นคนตลก

17408301_10155259557053901_813901966_o.jpg

ช่วงเย็นจะเป็นเวทีของ #WiTcast นอกจากแซะคนนู้นคนนี้แล้ว ยังจัดช่วงเล่นเกมที่ทำเอานักบรรพชีวินต้องวิเคราะห์กันอย่างหนักหน่วง

ขอบอกว่า อาบันตอบถูกทุกข้อนะคะ ถึงแม้ว่าจะวิเคราะห์ผิดก็เหอะ (ยังจะมาอวด)

——

ถึงอากาศจะร้อนหน่อยเพราะนี่กำลังเข้าหน้าร้อนแล้วใช่มะ แต่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสมาเจอกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องนี้มากจริงๆ รวมถึงอ.ด้อม กันตภณ สุระประสิทธิ์ แฟนพันธุ์แท้สัตว์ดึกดำบรรพ์ Dom Paleoworld

17358649_10155258963153901_4489464304881469423_o17359046_10155258962628901_6320605952979576789_o

เกจิอาจารย์บรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยา
อธิการบดี ม.สารคาม
ทีมงานจัดงานนี้
นักวิจัย
และผู้สนใจทั่วไปมากันเพียบทั้งลูกเล็กเด็กแดง 6 ขวบก็มี

17407989_1421071307913923_642062853_o

ถ่ายคู่กับไดโนฟางและหนึ่งในผู้ใหญ่ใจดี ผอ. ททท. ขอนแก่น คุณกล้วยค่ะ น่ารักอ่ะ พาลูกสาวมาเที่ยวด้วย

ทุกคน มี passion ล้นเปี่ยม รวบรวมศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านชั้นดินชั้นหิน ฟอสซิล สัตว์โบราณ การขุดค้น การศึกษา isotopes เพื่อวิเคราะห์สภาพสิ่งแวดล้อมของสัตว์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในอดีต การทำ dating ต่างๆหรือการใช้รังสีวิทยามาประมาณข้อมูลต่างๆ…..

17430739_10155096226509664_1874304701_o

อาจารย์ตุ๊กตา ฐาสิณีย์ เจริญฐิติรัตน์ จากคณะวิทยาศาสตร์ก็มาด้วย เห็นมีคนบอกว่าแกเพิ่งกลับมาแอนตาร์กติกาและเจอฟอสซิลใบไม้ที่นั่นด้วย!

แกพรีเซนท์เรื่อง fusulinic ค่ะ อาบันเกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินตัวนี้แหละ มันคือสิ่งมีชีวิตที่มีเปลือกแข็งหุ้ม ขนาด 1 มม. จนใหญ่สุด 1 ซม. ที่ล่องลอยไปตามน้ำ

การเจอซากของมันในชั้นหิน ทำให้สามารถศึกษาอายุของชั้นหินได้ตามลักษณะสรีระของมันเลยค่ะ ว่าถ้าฝานออกมาแล้วหน้าตาเหมือนหยวกกล้วยก็จะเป็น fusulinic ที่วิวัฒนาการมาอยู่ใสช่วงกี่ล้านปีก่อนก็ว่าไป ถ้าหน้าตาเป็นแบบนี้จะอยู่ในช่วงไหน…

เท่ห์ง่ะ

เช่น เราจะรู้อายุฟอสซิลได้ยังไง

….คำตอบคือ ถ้าเรารู้อายุของชั้นดินหรือหินที่หุ้มฟอสซิลไว้อยู่ ก็จะพอประมาณหรือสร้าง range ของอายุฟอสซิลได้ค่ะ

…..หรือบางที เราก็ใช้อายุฟอสซิลมาประมาณอายุของชั้นหินก็ได้ เป็นการผสมผสานความรู้ทางธรณีวิทยาเข้ากับชีววิทยาของสิ่งมีชีวิตโบราณ

…..แล้วจะรู้อายุของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ก็ทำได้ทั้งเปรียบเทียบโครงสร้าง ตัวอย่างของที่อื่นๆ ประเทศอื่นๆที่เค้ามีเครื่องไม้เครื่องมือล้ำสมัยวัดอายุได้ หรือจะดู half life, dating ของแร่ต่างๆที่อยู่ในฟอสซิลหรือชั้นหินก็ได้ ดูกัมมันรังสีก็ได้ ฯลฯ

(หากอาบันรู้ผิดๆ ช่วยแก้ให้ด้วยนะคะ แฮ่)

17431582_10155096227129664_1116503499_o

ภาพนี้อธิบายการเกิดฟอสซิลชัดมาก

————-

โอ๊ย สามัญชน สมองแอ็กทีฟมากค่ะ เบิกเนตรอย่างแรง นับถือและเคารพอาจารย์แต่ละท่านมาก ล้วนแต่สั่งสมประสบการณ์จริงมายาวนานหลายทศวรรษ ข้าน้อยขอคารวะทุกท่านหนึ่งจอกค่ะ ^^

คราวหน้า ไปเที่ยวไหนอีก จะมาชวน มาเล่าให้ฟังอีกนะคะ

17408380_10155259554643901_395975140_o

ก่อนกลับ ขอถ่ายรูปกับอ.ป้องหน่อยเถอะ

หากใครยังไม่เคยฟัง#WiTcast อาบันจะบอกว่าอ.ป้องนี่สุดยอดมาก แกเป็นทายาทของอ.หมู วราวุธ สุธีธรที่มีคนตั้งชื่อไดโนเสาร์ที่แกค้นพบให้ ตัวอ.ป้องเองก็เก่งมากด้วย ถือเป็นคนที่รู้เรื่องไดโนเสาร์กินพืชคอยาวมากที่สุดคนหนึ่งในไทย
อารมณ์ดีตลอดเวลา แค่ความรู้นี่…ระดับอาจารย์เลย (แกก็เป็นอาจารย์อยู่ที่ม.สารคามนี่แหละ) ทำการวิจัยขุดค้นมากมาย แล้วก็เป็นถ่อมตัวมากๆด้วย เลิฟเลย ขอเป็น fc ด้วยคนค่ะ

17408133_10155096227274664_975669436_o.jpg

แก๊ง WiTcast https://www.facebook.com/witcastthailand/ กำลังเดินทางกลับ

ใครที่อยากดูรูปอื่นๆ หรือย้อนดูไลฟ์ตอนเล่มเกมที่สนุกมว๊าก ก็ไปดูได้ที่เพจ WiTcast  และ เฟซอ.ป้อง ค่า

XOXO

AhbunBkk’อาบันเอง

To Kiki 28 Feb 2017

เมื่อวานอาบันเพิ่งเสียน้องแมวที่รักมากกกกตัวหนึ่งอย่างกระทันหันค่ะ เลยเสียสูญนิดๆเลย
.
ปกติอาบันกับน้องกีกี้จะติดกันมาก ชอบคุยกันยาวๆ นอนกอดกัน จะว่าไปอาบันช่วยฉีกถุงน้ำคร่ำของกีกี้ตอนเกิดด้วยเพราะแม่ของมันเพิ่งเคยมีลูกเป็นครั้งแรกเลยทำตัวไม่ถูก ไม่ยอมมาฉีกถุงคลอดตัวเอง อาบันเลยต้องทั้งฉีก ทั้งเช็ด ทั้งตัดสายสะดือแล้วก็ป้อนนมด้วยจนกว่าแม่ของมันจะยอมรับลูกตัวเอง ตั้งนานกว่าแม่มันจะยอม ช่วงนั้นอาบันเลยต้องเป็นแม่นมจำยอม คอยดูกี้ตลอดเวลา ขนาดนอนก็เอามันมาวางบนคอตัวเองด้วยจะได้อุ่นๆ (มั่นใจว่าจะไม่นอนทับมันน้า ไม่แนะนำให้ทำตาม)
.
ตั้งแต่นั้นมา เลยติดกันมากค่ะ โตมา กี้ติดกอดอาบันมากและชอบชวนคุยยาวๆเสียด้วยสิ มันเป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง เป็นเหมือนตุ๊กตาให้กอดเล่น (5555 นุ่มฟูและอุ่นมาก) เป็นอุปกรณ์แก้เครียด กอดแล้วอุ่นและเสียงครางในคอของมันนี่ฟังแล้วผ่อนคลายมากจนหลับสบายเลยค่ะ เป็นเพื่อนแก้เหงา เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนโยนและขี้อ้อน รักมากง่ะ…
.
พอน้องกีกี้เสียกระทันหันต่อหน้าต่อตาเลยช็อคมาก พยายามปั้มหัวใจก็แล้ว… แต่กี้ไม่กลับมาแล้วน่ะ
.
คาใจมากว่าทำไม เพราะก่อนหน้าวันนึงที่กีกี้เริ่มหายใจแบบหอบๆ อาบันก็ลางานรีบพาไปหาหมอแถวบ้านเลย เค้าตรวจปอด หัวใจ ร่างกายและเจาะเลือดด้วย ผลออกมาว่าค่อนข้างปกติ หมอเลยบอกว่าคงเป็นขนกีกี้หนาไปแล้วร้อน ให้มาไถออก (เอาจริงๆคืออาบันเปิดแอร์ตลอดจนตัวเองยังหนาว) แล้วก็อาจจะมีก้อนขนติดข้างใน แต่ไม่ซีเรียส เดี๋ยวก็หาย อาบันเลยชิล ลูบตัวกีกี้แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวกินยาแก้แฮร์บอลก็จะหายแล้วนะ
.
วันต่อมา กีกี้จากไปเลยค่ะ อาบันเผลอโทษตัวเองว่าถ้าเราพาไปรพส.อีกที่เพื่อรับฟัง second opinion กีกี้อาจจะยังไม่ตายก็ได้หรือเปล่านะ
.
ในเมื่อเอากีกี้กลับมาไม่ได้แล้ว ยังไงก็น่าจะหาสาเหตุให้ชัดไป เลยพาไปชันสูตรที่รพส.จุฬา หมอบอกว่าหลังชันสูตรเสร็จ ถ้าบริจาคร่าง กีกี้ก็จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่ด้วยเพราะตอนนี้มีนักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่เข้ามาพอดี
.
เราเลยตัดสินใจบริจาคค่ะ แต่ร้องไห้โฮเลยนะ เหมือนเราจะไม่ได้เจอกันอีก ไม่ได้ฝังเค้า ไม่ได้เอาของเล่นฝังไปกับเค้า เหมือนไม่ได้ลาจากกันให้หมดจด แต่เหตุผลมันชนะความรู้สึกค่ะ เลยกอดกีกี้อีกเป็นครั้งสุดท้าย ร้องไห้อย่างไม่อายหมอเลย
.
…ไม่น่าเชื่อว่าจะเสียใจได้ขนาดนี้ อาบันเชื่อแล้วว่าที่คนเคยเล่าว่ารู้สึกอะไรแปลกๆมันเป็นยังไง… เพราะตอนเราอุ้มร่างกีกี้ เราก็รู้สึกว่ากีกี้ถอนหายใจและตัวยังอุ่นอยู่ รู้สึกเหมือนเค้าคราง purr ด้วย จนแม่ต้องเรียกหมอและแม่บ้านประจำรพส.มาเพื่อบอกอาบันให้เชื่อว่ากี้จากไปแล้วจริงๆ… จากไปนานหลายชั่วโมงแล้วด้วย ก็ไม่อยากปล่อยเลยหนิ >.<
.
เศร้าจังเนอะ
.
วันนี้เบลอๆทั้งวันเลย น้ำตาจะไหลเอาได้ง่ายมากๆ เห็นอะไรที่ทำให้นึกถึงเจ้าเหมียวสุดรักก็พาลจะปล่อยโฮตลอด เลยต้องหาทางหยุดความคิดและจับจิตตัวเองให้จดจ่อกับอย่างอื่นแทนให้ได้
.
แต่…อีกใจหนึ่งก็อยากจะจดจำช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันให้ได้ อีกอย่าง เราไม่ควรให้การสูญเสียทำให้เรานึกถึงแต่เรื่องเศร้าๆแต่ด้านเดียว
.
อาบันแค่นึกว่าถ้ากีกี้ยังอยู่ เราจะสนุกกันอย่างไงดีนะ
.
อืมมม…. เปิดดูรูปเก่าๆ เจอรูปตอนที่อาบันกำลังสวาปามซอฟท์ครีมที่ญี่ปุ่น จำได้ว่าเป็นโมเมนท์ที่แฮปปี้มากๆ ไอติมอร่อยสุดๆ อากาศก็ดี สถานที่ก็สวยงาม ดูรูปนี้แล้วอมยิ้มเลย
.
อ้ะ ถ้ายังงั้น แบ่งไอติมให้กีกี้ ไมเคิล และเฟลิซกินด้วยดีกว่า… อร่อยจัง
.
วาดรูปแบบสมาธิไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยได้เยอะเลย แต่พอวาดเสร็จก็เอาอีกแระ T_T ต้องค่อยเป็นค่อยไปแหละ
.
วันนี้อาบันอาจจะยังเศร้าอยู่ ยังไงก็เป็นคนธรรมดาๆที่มีอารมณ์หนิเนอะ แต่วันหนึ่งเราจะเข้มแข็งและหายเศร้า ให้เหลือแต่ความรู้สึกดีๆนะ จะรีบกลับมาร่าเริงไวไว จะทำได้นู่นนี่ได้อีกมากมาย
.
“คิดถึงกี้มั่กๆๆๆ กี๊กี๋ ขอบคุณมากน้าจ๊า แม่รักกี้มากๆเลย ขอบคุณที่รักแม่มาตลอดน้า แม่รู้ว่าหนูพยายามที่สุดแล้ว แม่ก็เช่นกันนะลูก จุ๊บๆ”

16992020_1274479792630092_8872215190896463819_o
วาดด้วยสีน้ำ Sennelier บนกระดาษ Arche 

พาแม่เที่ยวมรดกโลก กินกุ้งแม่น้ำเผาที่อยุธยา

ช่วงวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แม่อาบันบอกว่าอยากไปเที่ยวแบบวันเดียว ไปเช้ากลับเย็นค่ะ น้องสาวอาบันเลยเสนอให้ไปกินกุ้งเผากันที่อยุธยากัน พวกเราสามแม่ลูก+พี่แทนเลยขับรถไปเที่ยวเมืองมรดกโลกนี้กัน (พอดีป่าป๊าไม่อยู่ ไปตจว.น่ะ)

ออกจากกรุงเทพประมาณ 9 โมงเช้า ขับรถไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงอยุธยาแล้ว

จุดแรกที่แวะคือศูนย์ศิลปาชีพบางไทร พี่แทนนำชมสวนนกก่อนเลย

20170212_103336

ค่าเข้าตั๋วคนละ 20 บาทค่ะ

20170212_103431

มีแผนผังภายในสวนนกให้ดูด้วย พื้นที่สวนนกไม่ได้ใหญ่มาก

มีนกพอให้ดูพอหอมปากหอมคอ รู้สึกว่าจะมีโซนฟื้นฟูนกที่มีคนเอามาบริจาคด้วย โดยทั่วไปก็มีสภาพสะอาดดีค่ะ แต่แอบรู้สึกว่ากรงนกเล็กไปหน่อย T^T  รูปขวาสุดมีงูเหลือมให้ดูด้วย น่ากลัวอ่ะ

20170212_105130

ส่วนนกเงือกตัวนี้ นอนอาบแดดหลับปุ๋ยเลย ตอนแรกอาบันตกใจนึกว่าตายแล้ว แต่พอดูใกล้ๆแล้วถึงเห็นอกมันกระเพื่อมขึ้นลง แสดงว่ายังหายใจอยู่ พอถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าเจ้านกตัวนี้นอนท่านี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว สะกิดก็ไม่ตื่น แถมขี้อ้อนมากๆ คนเลี้ยงต้องกล่อมก่อนนอนด้วย

มีสะพานไม้สั้นๆให้เดินเล่นด้วย

20170212_111404

มีนกอยู่บนยอดต้นไม้ด้วย คือนกอะไรน้า ไม่แน่ใจอ่ะ ตัวขาวๆ ตัวใหญ่ๆ อยู่กับเป็นฝูงเลย

**********************

20170212_112510

ต่อไปไปดู วังปลา กันค่ะ ที่นี่แสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดน่ะ ดูฟรีนะ ไม่ต้องจ่ายตังค์แล้ว

20170212_113749

มีป้ายอธิบายพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ดูด้วย อยากให้มีข้อมูลเพิ่มเติมจัง

20170212_113819

มากับนักชีวะก็ดีตรงที่มีคนช่วยอธิบายเรื่องปลาให้หม่าม้าฟังด้วยนี่แหละ

20170212_11422520170212_114240

ดูฟองอากาศกับปลาว่ายไปมาแล้วก็เพลินดีนะ รู้สึกเหมือนถูกสะกดจิต เรื่องราววุ่นวายภายนอกก็ปล่อยมันทิ้งเอาไว้แล้วมาดูปลาว่ายน้ำกันเถอะ

**********************

ดูปลาจบแล้วก็ไปศูนย์ศิลปาชีพบางไทรกันต่อ https://www.facebook.com/bangsaiarts/ เขาจะแบ่งหมวดหมู่ช่างฝีมือไว้หลายสิบประเภทเลย นับตั้งแต่ทอผ้า ตัดเสื้อ งานแกะสลักไม้ ทำหัวโขน เป่าแก้ว ลงรัก เซรามิก งานปั้น ฯลฯ ซึ่งเราจะสามารถดูช่างฝีมือสาธิตการทำงานได้ด้วย

หม่าม้าคุยกับคุณป้าทอผ้าใหญ่เลย ที่นี่เป็นการทอผ้าแบบใช้ “กี่ไม้” (“กี่” คืออุปกรณ์ทอผ้า ภาษาอังกฤษเรียกว่า ลูม – loom) แทนการใช้เครื่องจักรทอผ้าแบบสมัยใหม่ ได้ความว่าคุณป้าเรียนวิชาจากอาจารย์ที่นั่งใกล้ๆกันนี่แหละ คุณป้าบอกว่าผ้าผืนที่กำลังทออยู่ (ภาพล่างสุด) จะถวายแด่ราชินี ปกติเวลาทอเสร็จแล้วจะมีคนในวังมารับไปต่อ รายได้ที่ได้รับก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ลำบากอะไร แต่ที่สำคัญที่สุดคือการได้วิชา ท่านเมตตาสอนวิชา ทำให้มีทำกินไปเรื่อยๆ อันนี้คุณป้าบอกมาแบบนี้เองเลยนะคะ ฟังแล้วเข้าใจความสำคัญของศูนย์ศิลปาชีพฯ ขึ้นเลย

หม่าม้าดูการทอผ้าแล้วเลยสนใจอยากไปดูร้านขายสินค้าของทีนี่สักหน่อย เป็นตึกใหญ่โตเลย ข้างในก็มีขายผ้าทอ เสื้อผ้า ฯลฯ นู่นนี่นิดหน่อย เอาจริงๆคืออาบันรู้สึกว่าที่นี่คงไม่ได้ตั้งใจให้เป็นที่ขายของที่ใหญ่ที่สุดของศูนย์ฯล่ะมั้งเพราะของค่อนข้างน้อย เท่าที่อ่านมาจากเว็บ http://www.ayutthaya.org/attractions/ayutthaya_Bangsai02.html ของที่ทำจะมีส่งไปขายตามร้านจิตรลดากับเมืองนอกด้วยค่ะ

20170212_141257

ในระหว่างที่สาวๆช้อปปิ้ง พี่แทนก็ขอตัวมาเดินดูสิ่งมีชีวิตข้างนอกแทนน่ะ สมกับเป็นนักชีวะจริงๆ ได้ข่าวว่าเจอนกฮูกในพุ่มไม้บ้าง แมงมุมบ้าง แมลงอะไรก็ไม่รู้อีกซึ่งเฮียแกถ่ายไว้ด้วยเลนส์จุลทัศน์จิ๋วไว้เรียบร้อยแล้ว 555

**********************

หิวแล้วอ่ะ มาอยุธยาทั้งทีก็ต้องกินของดังคือก๋วยเตี๋ยวเรือป่ะ

ป่ะ

ไปกินร้าน “ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดใหญ่” หน้าวัดใหญ่กันค่ะ จิ้มแผนที่ในมือถือเลย “วัดใหญ่ชัยมงคล”

20170212_160410

รสชาติปานกลางสำหรับอาบันนะ ต้องปรุงเพิ่มเองอีกนิดถึงจะจัดจ้านค่ะ เอาจริงๆอาบันชอบรสแบบ “ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม” อ่ะค่ะ 555  ซึ่งหากินได้ง่ายทั่วกรุงเทพฯ 555

20170212_160400

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำไก่ฉีก พี่แทนบอกว่าอันนี้เฉยๆแฮะ

20170212_160333

ก๋วยเตี๋ยวแห้ง น้องสาวบอกว่าหวานไปหน่อย

20170212_160345

ลูกชิ้นปลาลวก น้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บมากกก

20170212_160150

ที่เซอร์ไพรส์คือทอดมันปลากราย! อร่อยจนต้องสั่งเบิ้ลค่ะ ทุกคนในกลุ่มชอบหมดเลย

สรุปแล้วร้านนี้อาบันเฉยๆนะคะ แต่เขาดังมากนะ คนก็เต็มร้านเลย พนักงานบอกว่าบางวันลูกค้าเยอะมากจนต้องปิดทุ่มนึงแทนห้าโมงเย็น

**********************

กินเสร็จแล้วไปเดินชมข้างในวัดใหญ่ชัยมงคลกันหน่อย ร่มรื่น เขียวขจี มีโบราณสถานเก่าแก่ เพลิดเพลินๆ

20170212_163738

20170212_164959

20170212_170527

20170212_170646

อิฐสึกเว้าลงไปแบบนี้เลยค่ะ

ปีนบันไดขึ้นไป ชั้นชันแต่เดินได้ คนมีอายุหน่อยก็น่าจะขึ้นไหวนะคะ

ถึงข้างบนแล้วมองลงมา สวยมากเลย

20170212_170904

20170212_171101

สังเกตพฤติกรรมนักท่องเที่ยวถ่ายรูปหลากหลายสไตล์

20170212_171244

20170212_172102

เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราประทับใจคือการที่มีห้องน้ำสะอาดสะอ้านนี่แหละ มีสบู่ล้างมือให้ด้วย รู้สึกดีสุดๆที่ได้ล้างมือฟอกสบู่ เป็นโรคจิตอ่อนๆของเราเองที่ชอบล้างมือบ่อยๆค่ะ 555 ล้างแล้วฉดฉื่นนนน

20170212_172110

แสงพระอาทิตย์อุ่นๆ

**********************

เสร็จแล้วไปวัดไชยวัฒนารามซึ่งเป็นวัดที่อาบันชอบมากๆเลยค่ะ เคยไปครั้งแรกก็ตอนสมัยมัธยมปลาย จำได้ว่าคุณครูพาไปทัศนศึกษา พวกเราล่องแม่น้ำเจ้าพระยา กิน นอน เรียนบนเรือเก่าที่เคยขนข้าว สนุกมากๆ จำได้ว่ามีครูสอนชีววิทยาไปด้วย ครูให้พวกเราลงไปว่ายน้ำ พายเรือเล่น สักพักพอขึ้นมาก็ให้ตักน้ำมาตรวจวัดปริมาณ fecal matter หรืออุจจาระ….

ผลคือ…อยู่ในระดับสูงค่ะ….

“……”

พวกนักเรียนพากันฮือโวยวายว่าทำไมถึงให้พวกเราลงไปเล่นน้ำก่อนล่ะ แถมยังเผลอกินน้ำเข้าไปด้วย อี๋ แหวะ…
ครูก็ได้หัวเราะชอบใจ ฮืออออ…

จุดหนึ่งที่พวกเราแวะชมคือวัดไชยวัฒนารามแห่งนี้แหละค่ะ

ที่นี่มีเจดีย์ที่ฝังพระอัฐิของเจ้าฟ้ากุ้งด้วย เรื่องมีอยู่ว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์หรือเจ้าฟ้ากุ้งลอบเป็นชู้กับพระมเหสีของพ่อตัวเองคือพระเจ้าบรมโกศ เมื่อถูกจับได้จึงต้องโดนประหารตามกฎ แต่ว่าได้รับการลดโทษลงเหลือปลดฐานะและเฆี่ยน 230 ที อย่างไรก็ตาม เจ้าฟ้ากุ้งโดนเฆี่ยนไปแค่ 180 ทีก็ทนไม่ไหว สิ้นใจไปก่อน (เป็นอาบันคงตายไปตั้งแต่ไม้ที่สามแล้ว เมื่อก่อนเฆี่ยนกันโหดมาก อาบันเคยดูวิดีโอประเทศหนึ่งมีกฎหมายลงโทษพวกข่มขืนโดยการขึงผืดกับไม้ตั้งจากพื้นดิน ถอดกางเกงออกแล้วให้เพชรฆาตเฆี่ยนค่ะ โห แม่ม…เฆี่ยนที ควับบ เฟี้ยว เผียะ… เนื้อก้นแตกเลยอ่ะ เลือดไหลออกมาเลย แถมเนื้อก้นสั่นระริกๆๆๆๆเอง ดูแล้วจินตนาการถึงเหตุการณ์นี้ในอดีตได้เลย ไม่ได้เฆี่ยนกันเบาๆนะ มีการฝึกการตวัดข้อมือหวด เป็นอาชีพที่น่าจะต้องมีการเทรนมาอย่างดี นี่โดนไป 180 ไม้ ทรงพระแข็งแรงมากแล้วจริงๆ น่าสงสารอ่ะ จริงๆมีตำนานว่าเจ้าฟ้ากุ้งจริงๆรักกับเจ้าฟ้าสังวาลมาก่อนโดนถวายตัวให้พระบิดาอีกนะ) พระราชบิดาจึงฝังศพไว้ที่นี่ ส่วนเจ้าฟ้าสังวาลพระมเหสีโดนเฆี่ยน 30 ทีแล้วขังคุก ขังไปได้ 3 วันก็สิ้นใจตามกันไป ศพถูกฝังที่ใกล้ๆกันนี่แหละ 

ตอนนั้นเรือพวกเรามาถึงที่วัดตอนดึกๆ พอได้ฟังเรื่องเล่าแบบนี้แล้วเลยยิ่งกลัวผี (แต่อาบันไม่กลัวนะ สนุกดี) พวกผู้ชายแกล้งฉุดข้อเท้ากันเอง อำว่าเป็นผีมาหลอกมั่งอะไรมั่ง คนโดนแกล้งก็พากันวิ่งหนีกระจายจนครูต้องมาดุว่าให้สำรวมหน่อย  เด็กหนอเด็ก…

16880359_10154993655004664_39091732_o.jpg
20170212_180041

หลังจากม. 4 ก็เคยมาอีกกับพี่แทนและแม่พี่แทนอีกสองสามรอบ ตอนเรียนโทก็เคยชวนเพื่อนๆนั่งรถไฟฟรีจากกรุงเทพมาอยุธยา มาทำวิจัยเรื่องพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จำได้ว่าตื่นเต้นกับเครื่องประดับทองที่ขุดเจอ แต่เสียดายที่นอกนั้นยังมีป้ายหรือการอธิบายโบราณวัตถุ (interpretative media) น้อยไปหน่อย ทำให้คนดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าที่ควร ไม่อิน ถ้ารู้เรื่องราวเบื้องหลังของเหล่านี้จะทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์และชีวิตของผู้คนในอดีตโลดแล่นในจินตนาการ ซึ่งเป็นวิธีการสร้างความประทับใจและการเรียนรู้ที่ดีมากๆ (active and proactive learning, interactive media) แทนที่จะเห็นแค่ดินหินกระเบื้องแตกหักวางนิ่งๆ แห้งๆ

ไม่รู้ว่าตอนนี้ปรับปรุงไปหรือยัง เสียดายคราวนี้ไม่ได้ไปชมค่ะ

กลับมาเล่าต่อ หลังจากที่ลงจากรถไฟฟรีแล้ว พวกเราก็เช่าจักรยานต่อ ปั่นไปทั่วเมืองเลยค่ะ แวะจุดนู้นจุดนี่โดยมีพี่ชายคนหนึ่งคอยถือแผนที่ดูทางให้พวกเราสาวๆไปด้วย สนุกสุดๆ สนุกจนตกรถไฟเพราะมัวแต่ห่วงกินอยากจะปั่นจักรยานไปกินโรตีสายไหมจนพลาดรอบสุดท้าย พวกเราเลยต้องหาเกสท์เฮ้าส์ถูกๆอยู่ หาเสื้อผ้าที่ไม่พอดีตัวเลยมาใส่ แถมเสื้อที่ใส่อยู่ก็ขี้เกลือจับจากการปั่นทั้งวัน สุดยอดดดดด ประทับใจค่ะ

อ่ะ แถมภาพเก่าเมื่อ 7 ปีที่แล้วที่ไปกับเพื่อนๆ

ตัดกลับมาที่ภาพปัจจุบัน

20170212_18024720170212_180235

20170212_180537

ทำไมมันแตกแยกห่างกันอย่างนี้ล่ะคะ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบมาดูหรือยังนะ น่าเป็นห่วงจัง เหมือนใกล้จะพังเลย

หรือว่าแบบนี้ไม่ถือว่าพัง?

20170212_180616

แสงอาทิตย์ยามเย็นอาบแสงสีส้มฉาบบนอิฐโบราณ สวยขลัง อบอุ่น รู้สึกสงบมากเลยค่ะ อาบันชอบมานั่งที่นี่ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก ดูแม่น้ำไปด้วย รู้สึกดีจัง

ประวัติสั้นๆของที่นี่ ซึ่งชื่อเต็มคือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ถูกจารึกเป็นมรดกโลกในปี 2534 ทีนี้เวลาคณะกรรมการมรดกโลกตัดสินว่าจะให้ที่ไหนเป็นมรดกโลก ก็ต้องดูว่าที่นั่นตรงกับเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งของมรดกโลกหรือเปล่า ซึ่งมันมีทั้งหมด 10 หลักเกณฑ์ค่ะ (วันหลังหากมีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง) ของอยุธยาตรงกับเกณฑ์ข้อที่ 3 คือ (iii) – เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

ใครแม่นภาษาอังกฤษหรืออยากฝึกภาษาก็ไปดูข้อมูลเพิ่มได้ที่ http://whc.unesco.org/en/list/576 นะคะ

**********************

เอาล่ะ นั่งรับลมเย็นๆจนพระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ก็ถึงเวลากินอีกแล้วล่ะ คราวนี้พวกเราเลยขอไปโดนกุ้งแม่น้ำเผาบ้าง อาบันดูรูปคนอื่นมานานแล้ว คราวนี้ขอกินมั่ง

มาที่ร้าน ต้นน้ำกุ้งเผา แอบเล่าก่อนว่าร้านนี้มีไซส์กุ้งให้เลือกตั้งแต่ 2 ขีดจนถึง 7 ขีดเลยค่ะ ราคาก็แพงขึ้นไปเรื่อยๆ พวกเราเลยสั่งตัวกลาง 3 ขีดมาลอง 500 บาทแน่ะ นี่ราคาต่อตัวนะ โห…

20170212_194104

แต่ว่ามันกุ้งหอมๆมันๆถึงใจเลย อร่อยมากๆ คลุกข้าวสวยร้อนๆกินนะ หืมมมมม…

20170212_194155

แล้วก็คิดได้ว่าสั่งแบบที่ไม่ต้องผ่ามาก็ได้นี่ฝ่า ถูกกว่าด้วย อร่อยเหมือนกัน อย่างในรูปนี้ 3 ตัว ครึ่งโล ราคา 600 บาทค่ะ เฉลี่ยตัวละ 200 บาท

20170212_194625

ตัวก็ใหญ่พอๆกันนะ มันกุ้งเยิ้มมากด้วย แต่ต้องแกะเปลือกเอง แค่นี้สบายมาก

20170212_193157

ปลาทอดกรอบก็อร่อยมากๆค่ะ หอมกระเทียมด้วย อีกอย่างที่อร่อยคือกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

ตบท้ายด้วยพุดดิ้งมะพร้าวที่ชิมแล้วอร่อยสุดๆ เย็นๆ หอมๆ มันๆ เค็มๆ หวานๆ เสียดายที่แบตหมดเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาแล้ว

20170212_201714

ในรูปมีชี้ระดับน้ำให้ดูด้วยว่าที่เคยน้ำท่วมในปี 2554 สูงถึงระดับนี้แน่ะ! น่ากลัวชะมัด ตอนนั้นบ้านอาบันที่กรุงเทพก็ท่วมเหมือนกัน ตั้งเมตรนึงแน่ะ จำได้ว่าข้างในบ้านเละเลย ต้องทิ้งของที่บวมน้ำเยอะมาก แล้วก็ขัดบ้านจนน้ำหนักลดฮวบไป 3-4 โลเลย >.<

**********************

อา…. จบทริปแล้วค่ะ ขับรถกลับบ้านอย่างสุขี แม่แฮ้ปปี้ น้องสาวพอใจ พี่แทนร่าเริง อาบันก็อิ่มและฟิน ถือเป็นทริปเที่ยววันเดียวที่ใช้ได้เลยค่ะ

หากมีเวลามากกว่านี้ก็อยากจะไปเที่ยวหมู่บ้านญี่ปุ่นด้วย แต่มันเต็มวันแล้วจริงๆเพราะพวกเราเป็นประเภทเที่ยวแบบช้าๆดื่มดำเลยอาจจะไปได้ไม่มากที่แต่แค่นี้ก็รู้สึกฟินมากกันทุกคนแล้วค่ะ

หากใครกำลังหาที่เที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพ อยุธยาก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ แค่ชั่วโมงนิดๆจากกรุงเทพ มีทั้งของกินมากมายและแหล่งโบราณสถานที่รู้ประวัติแล้วจะซาบซึ้ง หรือจะแค่ชมสถาปัตยกรรมของเจดีย์และวัดวาโบราณก็รู้สึกได้เองแล้วว่าสวยและมีมนต์ขลัง ลองไปเที่ยวกันนะคะ อาบันชอบมากเลย >.<

Bias

Personal and political bias can turn a good researcher into a bad one regardless of his or her superior skills or brain. The poor quality of work won’t contribute to the long accumulated body of knowledge done by a group of researchers. Instead, it will only mislead, confuse and hinder the rest of the academicians or truth seekers with their seemingly overconfident but distorted results.
Often, people with bias are not aware of their own judgement or are subconsciously blocking this acknowledgement to overlook their flaws in defense of their self-esteem and social recognition. They may not necessarily develop bias because they are evil. If you look deep enough, sometimes you will see the root that forms their attitude.
Sometimes they have a bias against activities which have been developed by an authority because they have been abused, exploited or disappointed by a previous activity done by a completely different authority in the past. Sometimes they presume that all kinds of cultural changes are bad because they have identified and benefited so much from the cultural forms they have long been practicing, or that they are nostalgic about their childhood when things were much simpler and peaceful, and so anything related to the past seems so beautiful. Living in a modern era often requires constant adjustment to the rapid changes in economic, social and political dimensions. Some people feel outdated and left out when they couldn’t do so, thus reverting back to the golden memories of the old days – their comfort zone.
I’m not saying that these people are bad, for I myself have my own biases, too. And I am fully aware that I do not understand everything that’s going on. But just a contemplation – people do things the way they do with reasons. Understanding those reasons may help us empathize with them, although that doesn’t necessarily mean we need to justify or support their acts against our own ethics or believes. However, understanding and empathy can lead to a healthy dialogue and mutual process based on respect. I also wish that my good friends will gently converse with me to present their ideas like the way I should remember to do, too. I enjoy healthy debates and just talking, sharing thoughts as long as we remember that this does not need to end up with a winner. Good friends will also act a mirror for me to see myself and my biases, but it’s my main responsibility to realize my own.
Just thinking and wondering 🙂